
|
เอิ้น พิยะดา หาชัยภูมิ
- Coming Soon
|
|
| มุมมองคลื่นใหม่-รักษา"ทางใจ"สำคัญเท่ากับทางกาย | ||
"ในต่างประเทศไม่ได้มีวัดเหมือนบ้านเรา แต่เขามีจิตแพทย์เป็นเพื่อนคอยให้คำปรึกษา แต่ในสังคมไทยจิตแพทย์กลับกลายเป็นหมอที่ทุกคนไม่ต้องการเข้าใกล้มากที่สุด เพราะวันไหนบอกว่าไปหาจิตแพทย์ คนก็จะคิดว่าไอ้นี่มันบ้า อยากเปลี่ยนมุมมอง อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าจิตแพทย์เป็นเพื่อน มองเราเป็นหมอรักษาเขาได้ โดยไม่จำเป็นต้องบ้า เมื่อเอ่ยถึง "จิตแพทย์" หรือหมอรักษาโรคจิต ในสังคมไทยแล้ว คงไม่ค่อยมีใครอยากเข้าหา คงเป็นเพราะผู้คนส่วนใหญ่ยังยึดติดกับความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า คนที่เข้าพบจิตแพทย์ต้องเป็น "คนบ้า" และด้วยเหตุนี้เองที่จุดประกายให้สาวน้อยหน้าใส "เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ" หรือจะเรียกขานอย่างเป็นทางการว่า พ.ญ.พิยะดา มีความปรารถนาอย่างยิ่งที่อยากให้คนทั่วไปมีมุมมองต่อคำว่า จิตแพทย์ แล้วแทนที่ความรู้สึกใหม่ด้วยคำว่า "เพื่อน" นอกเหนือจากการก้าวเข้ามาสู่อาชีพ "คุณหมอ" ที่เพิ่งจบการศึกษามาหมาดๆ แล้ว สาวน้อยคนนี้ยังยึดอาชีพนักแต่งเพลงหารายได้เสริมตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นนักเรียนแพทย์อีกด้วย ซึ่งมีหลายเพลงที่ฮิตติดหู เช่น คำถาม, รักเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ, อยากบอกว่ารัก และรักคือรัก เป็นต้น ด้วยความสามารถและแนวคิดแบบคนรุ่นใหม่ "คม ชัด ลึก" จึงขอจับเข่าคุยกับคุณหมอคนเก่งกันหน่อย อยากให้มอง"จิตแพทย์เป็นเพื่อน หมอเอิ้นในเสื้อชุดกาวด์นัดพูดคุยกับเราในช่วงเย็นที่ออฟฟิศของค่ายเพลงลักษ์มิวสิค ย่านทาวน์อินทาวน์ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า เพิ่งเลิกงาน โดยตอนนี้จะช่วยราชการชั่วคราวที่โรงพยาบาลศรีธัญญาจนถึงเดือนมิถุนายน และกำลังมุ่งมั่นต่อยอดเรียนรู้ทางด้านจิตเวช เพื่อเป็นจิตแพทย์เต็มตัวในอีก 3 ปีข้างหน้า สำหรับการทำหน้าที่ศึกษาปัญหาด้านจิตเวชทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า การฆ่าตัวตาย เธอมองว่า เท่าที่เห็นตอนนี้คนไทยเครียดมากขึ้น สังคมมีความหวาดระแวง เปลี่ยนจากความศรัทธาเป็นไม่ศรัทธา คือ เดิมคนจะหันหน้าเข้าหาวัดเพื่อทำจิตใจให้สงบ แต่ยุคนี้คนห่างวัดมากขึ้น คนเมืองมีโอกาสไปวัดน้อยลง หรือเมื่อเข้าไปแล้วยังคิดระแวงว่า จะได้บุญหรือไม่ และพระที่กราบไหว้อยู่เคร่งในศาสนาหรือเปล่า ส่งผลให้คนไม่รู้ว่าเมื่อเกิดความทุกข์ แล้วจะหาทางออกอย่างไร ปัญหาจึงเกิดขึ้นหลายอย่าง การทำงานแย่ลง ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็แย่ เมื่อพ่อมีปัญหา แม่มีปัญหา ส่งผลให้ลูกมีปัญหาด้วย "ในต่างประเทศอาจไม่ได้มีวัดเหมือนบ้านเรา แต่เขามีจิตแพทย์เป็นเพื่อนให้คำปรึกษา แต่ในสังคมไทยจิตแพทย์กลับกลายเป็นหมอที่ทุกคนไม่ต้องการเข้าใกล้มากที่สุด เพราะว่าวันไหนบอกว่าไปหาจิตแพทย์ คนก็จะคิดว่าไอ้นี่มันบ้า เอิ้นจึงอยากเปลี่ยนมุมมองนี้ อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าเราเป็นเพื่อน ให้ทุกคนมองเราเป็นหมอรักษาเขาได้ โดยไม่จำเป็นต้องบ้า เจ้าตัวขยายความว่า ปัจจุบันคนไทยเป็นบ้ากันมากขึ้น เพราะเก็บกด รู้ว่าตัวเองมีปัญหาแต่พยายามเก็บเอาไว้ อย่างคนที่อยู่ในโรงพยาบาลเรียกว่าเป็นโรคจิต แต่สำหรับคนที่อยู่ภายนอกเรียกว่า โรคประสาท ซึ่งเจ้าโรคประสาทนี้ต่อไปจะพัฒนาเป็นโรคจิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม แม้สังคมไทยทุกวันนี้จะเครียดมากขึ้น แต่ทุกปัญหามีทางออก โดยเฉพาะด้านสังคม ครอบครัว โดยทางออกที่ดีที่สุดคือ การหันมาสนใจสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว รักคนในครอบครัว แบ่งเบาความทุกข์กันภายในบ้าน เธอเชื่อว่า สถาบันครอบครัวคือสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีความพยายามที่จะปลูกฝังและสร้างสายใยภายในครอบครัวผ่านโครงการต่างๆ เพื่อให้เกิดความรักความผูกพัน ขณะที่ผู้คนในสมัยก่อนถูกจับให้แต่งงานแบบคลุมถุงชน หรือแต่งงานเพราะความเหมาะสม ทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจกัน หรือบางคู่ก็ไม่ได้รักกันด้วยซ้ำ จึงอาจเป็นปัญหาลูกโซ่ที่ถ่ายทอดมาคนอีกรุ่นหนึ่ง ต่างกับยุคสมัยนี้ ที่ผู้หญิงได้รับการสั่งสอน มีความรู้มากขึ้น สามารถเลือกที่จะวางแผนในการใช้ชีวิตครอบครัวได้ และผู้ชายก็ทำอะไรต่างๆ ร่วมกันกับผู้หญิงมากขึ้นเมื่อมีครอบครัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้คนรักกัน แม้จะเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ แต่เมื่อขยายใหญ่ขึ้นต่อไปคนก็จะรักกันมากขึ้น ยอมรับตัวเอง-หาข้อดีของปัญหา เมื่อถามถึงชีวิตและครอบครัวของเธอ หมอเอิ้นบอกทันทีว่า รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาในต่างจังหวัด ใกล้ชิดกับวัดมาตั้งแต่เด็กๆ โดยไปวัดเกือบทุกวันเสาร์และอาทิตย์ อีกทั้งบรรยากาศ สภาพแวดล้อมในชนบท ทำให้มีความศรัทธาในพุทธศาสนา ซึ่งเธอยังเคยไปบวชศึกษาพระธรรมอย่างจริงจังเป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็ม และพบว่า นี่เป็นหนทางบำบัดจิตใจที่แท้จริง เพราะการที่คนเราจะมีความสุขหรือไม่นั้น อยู่ที่ใจของตัวเราเองทั้งสิ้น ทุกครั้งที่มีปัญหาเอิ้นจะหาข้อดีของปัญหา เพราะเชื่อว่าทุกเรื่องไม่มีอะไรที่แย่ไปหมดทุกอย่าง คือเมื่อเกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้นแล้วก็จะต้องมีสิ่งดีๆ ขึ้นมา อย่างเมื่อตอนที่คุณพ่อเสีย ก็จะคิดเสียว่านี่คือโอกาสดีที่เอิ้นจะได้เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนกับว่าดีใจหรือที่พ่อจากไป แต่ก็คิดว่าดีกว่าไปจมอยู่กับความสูญเสียและเก็บมาเป็นปมด้อยของตัวเอง ก็จะทำให้ชีวิตเราไม่ก้าวหน้า นอกจากนี้ เมื่อเพื่อน หรือคนใกล้ชิดเข้ามาปรึกษาปัญหา คุณหมอคนสวยบอกว่า ถือว่าเป็นการฝึกทักษะไปในตัว โดยพยายามที่จะหาข้อดีของปัญหาที่คนเหล่านั้นนำมาปรึกษาเช่นเดียวกัน เพราะคิดว่าการที่เกิดเรื่องบางอย่างกับเรา บางทีเรามองไม่เห็นแต่คนอื่นอาจจะมองเห็น ซึ่งเธอบอกว่า ไม่ได้หมายความว่าตัวเองเก่ง แต่ใครมาปรึกษาก็คิดเหมือนเล่นเกม ว่าจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกสบายใจ และสิ่งที่จะช่วยเยียวยาจิตใจได้ คือ เวลา ความอดทน สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองมีปัญหา หรือมีปมด้อย หมอเอิ้นฝากบอกว่า เป็นเพราะส่วนใหญ่ยึดติดกับอดีต เมื่อผิดพลาดก็จำฝังใจ หรือนำมาเป็นปัญหา คิดว่าตัวเองมีปมด้อย จึงอยากให้ลองเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ อย่าอยู่กับอดีต ให้อยู่กับปัจจุบันและอนาคต โดยให้อดีตเป็นลายแทงอนาคต แล้วเมื่อนั้นชีวิตก็จะมีความสุขและก้าวหน้าไปเรื่อยๆ แม้อาจจะไม่รวดเร็วนัก แต่ก็เป็นการค่อยๆ เดินอย่างมั่นคง นอกจากนี้ ก็อย่าอายที่จะยอมรับตัวเอง การมีฐานะไม่เท่าเทียมคนอื่น มันไม่ใช่ปมด้อย และเราทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ เธอยกตัวอย่างชีวิตของตัวเองให้ฟังว่า เมื่อไม่มีเงินเหมือนเพื่อนก็บอกไปเลยว่าไม่มี เพราะมองว่าไม่ใช่ปมด้อย แต่หากไปโกหกเพื่อนว่ามีเงิน มันคงตลกกว่าและสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเอง สู้ให้เขาเห็นตัวตนที่แท้จริงดีกว่า และการที่เราเป็นคนยอมรับความจริง ก็ทำให้เพื่อนๆ ช่วยกันหาทางทำให้เราสามารถไปไหนมาไหน รวมกลุ่มกับพวกเขาได้ ซึ่งเราก็ได้เห็นน้ำใจของเพื่อนๆ ด้วย อีกทั้งเราก็ได้เป็นตัวของตัวเองและเข้มแข็งขึ้นด้วย "ดังนั้น จงอย่าอายที่จะบอกว่าฉันเป็นคนอย่างไร มีเงินเท่าไร หรือจะเป็นคนฉลาดหรือไม่ฉลาดก็ตาม แต่ถ้าวันไหนที่เราแกล้งว่าเราฉลาดแล้ว เราก็จะไม่มีวันชนะ เพราะทุกคนคิดว่าเรารู้แล้ว และเขาจะไม่บอกเรา ไม่แนะนำ ไม่สั่งสอน" ใช้ดนตรีบำบัดรักษาผู้ป่วย หมอเอิ้นเล่าย้อนถึงการตัดสินใจเลือกต่อยอดเรียนด้านจิตเวชว่า ส่วนหนึ่งมาจากการเข้ามาจับงานเพลงและเขียนเพลง ทำให้เห็นความสำคัญในอีกแง่มุมหนึ่งที่แตกต่างไปจากชีวิตนักศึกษาแพทย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง นั่นก็คือ การรักษาคนทางกายกับการรักษาทางใจมีความสำคัญเท่ากัน เพราะหากคนมีความสุข สามารถกินได้นอนหลับ ก็จะทำให้สุขภาพร่างกายเขาดีตามไปด้วย รู้ตัวว่าอยากเป็นจิตแพทย์ตอนเรียนอยู่ประมาณปี 5 หรือปี 6 เพราะช่วงนั้นvเรียนวนไปในสาขาต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้วเอิ้นเป็นคนที่รักเด็กมาก แต่คิดว่าหากเรียนเฉพาะด้านนี้อาจจะทำให้ต้องละทิ้งอะไรบางอย่างไปในชีวิต เพราะเมื่อเลือกแล้วต้องทุ่มเทให้มากขึ้น ขณะที่การเรียนด้านจิตเวชสามารถทำให้เราอยู่ตรงกลางและส่งเสริมกับงานเขียนเพลงได้ด้วย ด้วยพรสวรรค์ด้านงานดนตรีนี้ ทำให้คุณหมอหน้าใสมีแนวคิดที่จะนำความสามารถพิเศษของเธอไปรักษาผู้ป่วยด้วยวิธี "ดนตรีบำบัด" ซึ่งในเมืองไทยยังไม่มีแนวทางนี้ แต่ในต่างประเทศมีกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดนตรีบำบัดความเจ็บปวด อาการซึมเศร้า โดยเธอขยายความว่า ถ้าใช้บำบัดเด็กออทิสติกก็จะมีหลักหรือวิธีการสอนโดยให้เด็กเล่นเปียโน เพื่อฝึกสมาธิให้เด็ก นอกจากนี้ ดนตรียังสามารถช่วยให้สร้างระเบียบในความคิดได้ เพื่อรักษาอาการของโรคซึมเศร้า เพราะดนตรีจะมีผลต่อการไหลเวียนของกระแสเลือดและสมองด้วย ซึ่งเธอได้นำแนวคิดดังกล่าวไปเป็นเหตุผลในการสัมภาษณ์ขอทุนเรียนต่อของกรมสุขภาพจิตอีกด้วย อย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะตอนนี้เจ้าตัวบอกว่า คงต้องฝึกงานให้สำเร็จเป็นจิตแพทย์เสียก่อน ส่วนการเรียนขั้นต่อไปก็ถือเป็นอีกด้านหนึ่ง ส่วนงานเพลงนั้น ก็มีโครงการทำอัลบั้มของตัวเองต่อไป แต่ผลงานจะต้องเกิดประโยชน์มากกว่าที่ผ่านมา คือจะนำสิ่งที่เรียนมาประยุกต์ใช้กับน้องๆ เยาวชน สื่อสารให้ผู้ชายและผู้หญิงรู้จักกันมากขึ้น เพื่อเวลาที่มีความรักก็จะได้อยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจ โดยจะนำมุมมองเหล่านี้มาจากหลักทฤษฎีที่เรียนมา เช่น ในธรรมชาติของผู้ชายจะมีฮอร์โมนอย่างหนึ่งที่ทำให้ชายมีลักษณะนิสัยอย่างไร ก็จะนำส่วนนี้มาเขียนเป็นเพลงให้มีความเข้าใจง่ายๆ ขณะที่ผู้หญิงมีฮอร์โมนของความเป็นแม่ จะทำให้ผู้หญิงเป็นอีกอย่าง นอกจากนี้ สาวน้อยคนนี้กำลังจะมีคอลัมน์ในนิตยสารดีดีที โดยนำเรื่องราวของผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านจิตเวช หรือปัญหาของคนรอบข้างมาเขียนแนะนำ โดยอาจจะนำปัญหานั้น ไปปรึกษาอาจารย์ก่อนเพื่อมาแนะนำว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งในแต่ละเดือน จะมีผลงานเพลงให้แก่เจ้าของเรื่องด้วย ซึ่งสิ่งที่กำลังอยากทำต่อไปคือ อยากจะทำงานศิลปะดีๆ มีประโยชน์และทำเงินได้ แต่ไม่ใช่ว่าอยากทำเงินเยอะๆ ให้เป็นงานศิลปะ อย่าอยากเป็นเหมือนใคร สำหรับน้องๆ ที่มีความใฝ่ฝันอยากเดิมตามแนวทางนี้ หมอเอิ้นแนะนำว่า อย่าอยากเป็นเหมือนใคร และสิ่งสำคัญคือ ให้เชื่อมั่นว่าตัวเราเองก็มีอะไรดีๆ เหมือนกัน ไม่ใช่แย่ไปหมดทุกอย่าง เจ้าตัวยกตัวอย่างว่า เธอไม่ใช่คนที่เก่งภาษาอังกฤษอาจจะมองเป็นจุดด้อย แต่สามารถเขียนเพลงได้ จึงนำคุณค่าตรงนี้มาใช้ ซึ่งถือว่าโชคดีที่สามารถค้นพบตัวเองได้เร็ว หรือวัยรุ่นสมัยนี้ที่มีความฝันอยากเป็นดารา นักร้อง นักดนตรี หรือนักแต่งเพลง เพราะพวกเขาสัมผัสกับอาชีพเหล่านี้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ต้องถามตัวเองก่อนว่า ต้องการมีอาชีพนี้เพราะอะไร หากคิดว่าเพราะได้เงินเยอะ ต้องกลับไปมองอีกว่า ตัวเองมีความสามารถเพียงพอที่จะทำได้หรือไม่ อย่างเอิ้นเขียนเพลงมีคนถามว่านานแค่ไหน ซึ่งการเตรียมตัวสำหรับเป็นนักแต่งเพลงของเอิ้นนั้น เขียนมาทั้งชีวิต เพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อม จนถึงวันหนึ่งบอกว่าพร้อมแล้ว ก็จะมีผลงานมาให้เขาดู ไม่ใช่ว่าเราอยากเป็น แต่เราไม่มีผลงานให้ดูเลย จึงบอกว่าไม่ใช่ว่าจะง่ายๆ และทุกวันนี้เอิ้นก็ยังต้องเรียนรู้การเขียนเพลง ซึ่งโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ อย่าแค่มองแล้วคิดว่าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาแล้วได้อะไรมาตามต้องการ เอิ้น" หรือ พ.ญ.พิยะดา หาชัยภูมิ เป็นคน จ.เลย สาวน้อยวัย 26 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมเรียนต่อยอดด้านจิตเวช เพื่อเป็นจิตแพทย์ ความภาคภูมิใจในชีวิตของเธอคือ การเป็นนักเรียนทุนพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นตัวแทนคนเดียวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และความสามารถพิเศษทางด้านดนตรีไทย ทำให้สาวน้อยคนนี้ได้มีโอกาสเล่นจะเข้ร่วมกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากจะเป็นคุณหมอแล้ว "เอิ้น" ยังเป็นนักแต่งเพลงสังกัดค่ายเพลงลักษ์มิวสิค มีผลงานเพลงที่ได้รับความนิยมมากมาย เช่น เพลงเพื่อนรัก และขอโทษ ร้องโดย เอิน กัลยากร เพลงเจ็บซ้ำ ซ้ำ ของ "แอน" ธิติมา ประทุมทิพย์ เพลงคำถาม ของ "ทอฟฟี่" นิชาภา โพธิ์งาม และเพลงรักเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ แค่อยากมีรักจริง ของ "ลูกปัด" ชลนรรจ์ ลิ่มไทย นอกจากนี้ ยังมีเพลงประกอบละครนิราศสองภพทางช่อง 3 ละครฟ้าสวยเลนส์ใส ทางช่อง 7 ได้แก่ เพลงรักก็คือรัก โดย "แอน" ธิติมา เพลงเกลียดอย่างไหนได้อย่างนั้น โดย เสนาหอย และเพลงฤดูรัก ซึ่งประกอบภาพยนตร์เรื่อง season change ส่วนผลงานอัลบั้มล่าสุดก็คือ Behind the Songs และผลงานเขียนหนังสือ จากความรักในงานทั้งสองแขนงนี้ ทำให้เจ้าตัวมีความตั้งใจที่จะเป็นทั้งคุณหมอและนักแต่งเพลงในเวลาเดียวกัน ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปได้ตามที่วางเป้าหมายไว้ ในอนาคตสาวน้อยคนนี้อาจจะเป็นจิตแพทย์หญิงด้านดนตรีบำบัดคนแรกของบ้านเราด้วย |
||
![]() ![]() |
ร้อยเรื่องราว ผ่านท่วงทำนอง |
|
สาวผู้รักการขีดๆ เขียนๆ และหลงใหลในเสียงเพลงน่าจะเคยฝันถึงอาชีพนักแต่งเพลงกันบ้าง งานนี้จะว่าใช้พรสวรรค์อย่างเดียวก็ไม่เชิง เพราะพรแสวงก็สำคัญใช่ย่อย ใครจะเชื่อว่าสาวผู้แต่งเพลงฮิตเหล่านี้ที่จริงมีงานหลักเป็นหมอเรา จึงควานหาตัวเธอ มาเล่าถึงงานแต่งเพลงที่เธอรักเสียหน่อย เอิ้น-พ.ญ.พิยะดา หาชัยภูมิ : จากแพทย์มาเป็นนักแต่งเพลงได้ยังไงคะ : แสดงว่าเริ่มแต่งเพลงมาตั้งแต่เด็กเลยเหรอ : เพลงไหนแต่งเสร็จเร็วที่สุดคะ : แล้วเพลงไหนแต่งยากที่สุด : รู้สึกอย่างไรที่เพลงที่เราแต่งดังแทบทุกเพลง ถ้าครบสามอย่างก็คือภาษาเอิ้นๆ ตอนเขียนเพลงก็ไม่ตั้งใจให้ใครชอบหรอก แค่เรารู้สึกแบบนี้ อย่างเพลง ฤดูรัก ก็ดูหนังแล้วมาคิดว่าถ้าฉันเป็นนางเอกนะ (หัวเราะ) จะสังเกตว่าเขาจะมีโค้ดว่าฤดูหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูร้อน เปลี่ยนฤดูไปเรื่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เอิ้นคิดว่าไม่เปลี่ยนเลยทั้งเรื่องคือมีความรักทุกซีน ก็เลยตั้งฤดูขึ้นใหม่เป็นฤดูรัก ซึ่งเป็นความรู้สึกหลังจากที่ได้ชม และอยากให้คนฟังแล้วประทับใจเช่นเดียวกับเรา : คิดว่าเพลงของเราเป็นการบำบัดในแง่จิตวิทยาไหมคะ สำหรับตัวเองการได้ระบายด้วยการเขียนเพลงก็ช่วยให้เราสุขภาพจิตดีขึ้นค่ะ เหมือนเราได้ค้นพบวิธีการบำบัดของตัวเองแล้ว เพราะฉะนั้นการที่เป็นจิตแพทย์ เอิ้นมองว่าเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน การเป็นจิตแพทย์ต้องเข้าใจคนมากๆ และทำให้เขาเข้าใจปัญหาของเขาได้ง่ายๆ ซึ่งตรงนี้ยังได้เรื่องมาเขียนเพลงด้วย (หัวเราะ) |
||
|
กว่าจะมาเป็น เอิ้น พิยะดา | |
หลายๆ คนคงเคยได้ฟังเพลงฮิตอย่าง คำถาม ของ ท็อฟฟี่-นิชาภา โพธิ์งาม, เพื่อนรัก และ ขอโทษ ของ เอิร์น-กัลยากร นาคสมภพ, ฉันจะยืนข้างเธอ ของ กบ-เสาวนิต นวพันธ์, ขอทำตามหัวใจ ของ บัวชมพู ฟอร์ด ฯลฯ แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่าเบื้องหลังบทเพลงเหล่านี้ คนแต่งจะเป็นเด็กผู้หญิงน่าตาน่ารัก และยังมีดีกรีเป็นถึงนักศึกษาแพทย์... ถ้าเราเรียนหมอแต่แรก ก็เท่ากับเรายังอยู่ที่เดิม การเรียนหมอทำให้เราใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาน้อยประสบการณ์ทางสังคมน้อยมากต้องละทิ้งเวลาของตัวเองไป แล้วเรามีความรู้สึกว่าเราจะต้องทำตัวเองให้อยู่ที่ไหนก็ได้ อย่างรอดและปลอดภัยและได้ดูแลคุณแม่ด้วย โดยทั่วไปเราอาจจะมองว่า "หมอ" เป็นอาชีพซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับ การรักษาความเจ็บป่วยและโรคภัยของร่างกาย อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องความเจ็บป่วยของจิตใจน้อยมาก อาจจะมีหมอบางประเภทที่รักษาเรื่องความเจ็บป่วยทางจิตใจไปด้วย แต่หมอธรรมดาๆ คงไม่มีใครรักษา "โรคคนอกหัก" เป็นแน่ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันไม่มีหรอกนะ เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ เป็นนักเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นสาวร่างเล็กจากจังหวัดเลย เป็นหมอฝึกหัดที่ชาวบ้านจังหวัดฉะเชิงเทรารักใคร่ เป็นนักดนตรีไทยและนักเรียนทุนพระราชทานของภาคอีสาน และเธอยังเป็นนักแต่งเพลงเจ้าของเพลงฮิตอย่าง คำถาม ของ ท็อฟฟี่-นิชาภา โพธิ์งาม, เพื่อนรัก และ ขอโทษ ของ เอิร์น-กัลยากร นาคสมภพ, ฉันจะยืนข้างเธอ ของ กบ-เสาวนิต นวพันธ์, ขอทำตามหัวใจ ของ บัวชมพู ฟอร์ด ฯลฯ คงไม่บ่อยนักที่เราจะพบคนเรียนแพทย์ ที่ทุกวันต้องอยู่กับอาการเจ็บป่วยของคนไข้ จะมีอารมณ์โรแมนติคได้ "ก็มีคนถามทุกวันเลยค่ะว่าทำไมมันขัดแย้งขนาดนั้น" เธอว่าพลางหัวเราะเสียงใส "แต่ว่าบนโลกมันไม่มีอะไรตายตัวหรอกค่ะ หน้าตาโหดๆ อาจจะชอบคิตตี้ก็ได้ เพราะข้างนอกคนมันไม่ได้บอกอะไรเราเลย" ปัจจุบันคนรอบตัวเธอส่วนใหญ่รู้จักเธอในฐานะหมอมากกว่าเป็นนักแต่งเพลง ได้รับเงินค่าแต่งเพลง เพลงแรกเป็นเพลงที่ชื่อ "ขอโทษ" ของ เอิร์น-กัลยากร นาคสมภพ "ที่เริ่มเอาเพลงไปขายตอนแรก เพราะว่ามีพี่ที่รู้จักซึ่งเขาทำโมเดลลิ่งเขาน่าจะรู้จักกับแวดวงพวกนี้ เลยไปบอกเขาว่าเราเขียนเพลงได้นะ และเราอยากขายเพลง เขาก็เลยแนะนำให้รู้จักกับ พี่หนุ่ม-ชัชวาล ปุกหุกต์ หลังจากนั้นเราก็เลยมีผลงานจากพี่หนุ่มมาเรื่อยๆ" เอิ้นบอกอีกว่าที่เธอแต่งเพลงนั้นไม่ใช่ว่าเธอจะยึดมันไว้เป็นอาชีพแต่แค่มีความสุขกับการที่ได้เขียนเพลง "งานหลักเราเป็นหมอ นี่เป็นงานอดิเรกเราทำงานเหมือนไม่ใช่งานนะ เหมือนการพักผ่อนของเราแต่ก็ได้เงินด้วย เราไม่ได้กดดันตัวเองด้วยเพราะว่าเราไม่ได้หาเลี้ยงชีพจากตรงนี้ เราไม่ได้สนใจว่าเพลงมันจะดังหรือเปล่า เรารู้สึกยังไงเราก็เขียนไปอย่างนั้น" "เหมือนเขียนไดอารี่น่ะ เรารู้สึกอย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น" เธอว่า เพลงของเธอนั้นเป็นมากกว่าเพลงรักธรรมดา เพราะเธอมักจะใช้แทนของขวัญ และความรู้สึกต่างๆ ในโอกาสต่างๆ ของเพื่อน บางครั้งเธอก็ใช้เพลงแทนคำบางคำ ที่อยากจะบอกคนรอบข้างในบางห้วงเวลาของชีวิต "มีครั้งหนึ่งเพื่อนสนิทเราเขาทุกข์ใจมากโทร.มาแต่เราปลอบใจไม่เป็นน่ะ เขาเสียใจมากเฮิร์ตสุดสุดเราก็ไม่รู้จะทำยังไงหลังจากวางหูจากเขาก็เลยมาเลยประโยคแรก - ปลอบใจใครไม่เป็นอย่างฉันก็ทำได้เพียงแค่นี้ พระจันทร์ดวงนี้ยังเป็นดวงเดิมของเมื่อวาน - (ต่อมาเพลงนี้กลายเป็น "ฉันจะยืนข้างเธอ" ของเสาวนิตย์ นวพันธุ์) อยากปลอบใจเขานะแต่เราทำไม่ได้เขียนเป็นเพลงให้ละกัน เขียนเสร็จโทร.กลับไปร้องให้เพื่อนฟังแล้วร้องไห้น้ำตาแตกอีกครั้งแต่คราวนี้ดีใจ" "มันอาจจะเป็นพรสวรรค์ก็ได้" เธอว่า แต่ก็อาจจะเป็นพรสวรรค์ที่มาพร้อมกับนิสัยส่วนตัวของเธออย่าง การที่เธอเป็นนักฟังเพลงตัวยงมาตั้งแต่เด็ก ที่ร้านเทปเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นของเธอ ซึ่งเดือนหนึ่งไม่ว่าจะมีเทปอะไรออกเธอก็ต้องซื้อมาฟัง 1 ม้วนเสมอจนมีเทปเพลง "เป็นหีบๆ" และประกอบกับที่เธอชอบที่จะร้องเพลงและเขียนเพลงเอาไว้อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เด็ก ชีวิตของนักเรียนแพทย์ ที่เป็นนักเรียนทุนพระราชอาจจะดูแล้วเป็นเรื่องดี มีครอบครัวอบอุ่นมีพรสวรรค์และได้ทำอะไรที่อยากทำ แต่ถ้าถามว่าเธอเคยมีความล้มเหลวในชีวิตไหม เอิ้นตอบอย่างไม่อายเลยว่ามี หลายเรื่องด้วย เพียงแต่เธอโชคดีและไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดออกไป "อย่างเอ็นทรานซ์ตอนแรกเราก็ไม่ติดแพทย์ที่เราอยากเรียนนะ ติดวิศวะ ม.มหิดล" ทั้งที่เธอเป็นเด็กที่เรียนดีที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของสุดของภาคอีสาน และเพื่อนเธอก็เอ็นทรานซ์ติดทุกคน อย่างไรก็ตาม เธอก็เลือกเรียน วิศวะอยู่ 1 ปี ทั้งที่เธอจะสมัครเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนก็ได้ "ไม่ใช่ว่าเพราะวิศวะผู้ชายเยอะนะ" เธอออกตัวพลางหัวเราะ "เอิ้นคุยกับแม่ขอเรียน 1 ปีเราอยากเรียนรู้ชีวิตน่ะ เพราะเราอยากรู้ว่าคนที่นี่ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขในที่แบบนี้ได้ยังไง ถ้าเราทำได้ต่อไปนี้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้นะ มันให้มองโลกในความเป็นจริงเพราะว่าบ้านเอิ้นอยู่หลังเขา (ภูกระดึง) ด้วยความหลังเขาของเราทำให้เรามองโลกแง่เดียว มองแง่ดีตลอดและขับรถได้ 2 เลนเท่านั้น แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯเราเจอคนเยอะขึ้น เจอคนหลายแบบ หลายๆ สถานที่ แล้วเราก็รู้ว่าเราจะปรับตัวยังไง ถ้าเราเรียนหมอแต่แรก ก็เท่ากับเรายังอยู่ที่เดิม การเรียนหมอทำให้เราใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาน้อยประสบการณ์ทางสังคมน้อยมากต้องละทิ้งเวลาของตัวเองไป แล้วเรามีความรู้สึกว่าเราจะต้องทำตัวเองให้อยู่ที่ไหนก็ได้ อย่างรอดและปลอดภัยและได้ดูแลคุณแม่ด้วย" นี่เป็นความตั้งใจส่วนหนึ่งของเธอ เพราะช่วงก่อนหน้านั้นระหว่างสอบเอ็นทรานซ์นั้น เธอได้สูญเสียคุณพ่อจากโรคมะเร็งตับ ซึ่งเป็น "เหตุผลของชีวิต" ที่ทำให้รู้สึกว่าจะต้องเรียนหมอให้ได้ "ตอนนั้นเราช่วยพ่อไม่ได้แล้ว แต่ต่อไปเราจะช่วยคนอื่นให้ได้ คุณพ่อจะได้มีความสุขด้วย อย่างหนึ่งแม่ก็อายุมาก เราอยากทำให้ท่านภูมิใจในตัวเรา ให้ท่านเห็นก่อนที่ท่านจะไปอยู่กับคุณพ่อ เพราะเราไม่รู้ว่าท่านจะอยู่กับเราได้นานขนาดไหน ฉะนั้นมันไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่เรียนหมอเลย" แต่ความตั้งใจของเธอจริงๆ ไม่ใช่การเป็นอะไรที่สูงที่สุดแต่เป็นเรื่องน่ารักๆ ตามแบบของเธอ "เอิ้นไม่ได้อยากเป็นหมอที่เก่งที่สุด เรามีความสุขกับมัน การที่ไปฝึกงานต่างจังหวัดเวลาที่เขามาหาเราเขาให้เกียรติเรามากทั้งที่เราเป็นแพทย์ฝึกหัด แต่แววตาและความเคารพที่เขามีให้เรา มันทำให้เรารู้ว่าเราต้องทำตัวให้สมกับที่เขานับถือเรา ตอนมาเขามีทุกข์ เขาเข้าใจสิ่งที่เราบอกเขาก็ยิ้ม นี่แหละนี่คือความสุขในการเป็นหมอของเรา ""ไม่ต้องประสบความสำเร็จอะไรมากก็ได้ เขียนเพลงเขียนแล้วคนฟังชอบ |
©2007 EarnPiyada.com - contact@earnpiyada.com |