แรงบันดาลใจ - Inside หนังสือ : Behind the song The Story

8/18/07 3:19 PM



แรงบันดาลใจ - Inside หนังสือ : Behind the song The Story

Behind The Songs : The Story Content : Behind The Songs : The Story by เอิ้น พิยะดา โดย : พิยะดา หาชัยภูมิ / สำนักพิมพ์ a book

นอกจากจะเป็นนักศึกษาแพทย์ วิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เอิ้น - พิยะดา หาชัยภูมิ ยังเป็นนักแต่งเพลงมืออาชีพ ผู้แต่งเพลงฮิตมากมาย อาทิ เพลงคำถาม, อยากมีสิทธิ์ใช้คำว่ารัก ของทอฟฟี่ , รักเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ ของลูกปัด ,เจ็บซ้ำซ้ำ และเลือกเป็นคนที่รักเธอ ของแอน ธิติมา ฤดูรัก เพลงประกอบภาพยนตร์ Season Change และเพลงประกอบละครอื่นๆอีกหลายเรื่อง กับ Behind The Songs เล่มนี้ เธอได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองในภาษาแบบของเธอ ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องชีวิต ความคิด เรื่องผู้คนที่เธอพบเจอ เรื่องแต่งเพลง เรื่องประสบการณ์ของนักศึกษาแพทย์ ครบถ้วนทุกกระบวนความเลยทีเดียวเชียวค่ะ อ่านแล้วเหมือนได้นั่งฟังเอิ้นเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ จนเราค่อยๆ สนิทสนมกับเธอมากขึ้นๆ แล้วก็นึกชื่นชมเธอ ได้แง่คิดจากเธอ อย่างน้อยที่สุด คุณก็ต้องรู้สึกเหมือนพบเพื่อนใหม่ที่น่าสนใจ และอย่างมากที่สุดคือคุณอาจถึงขั้นตกหลุมรักคุณหมอนักแต่งเพลงคนนี้ไปเลยก็ได้

แรงบันดาลใจ คุณมีแรงบันดาลใจไหมคะ? แล้วแรงบันดาลใจของคุณคืออะไร? แล้วคุณ รู้ไหมว่ามันมีพลังแค่ไหน? แล้วเอิ้นจะถามทำไมนักหนา? (...งงเลยล่ะสิ)
ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เอิ้นแค่รู้สึกว่าสำหรับเอิ้นแล้ว คำว่าแรงบันดาลใจเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้ชีวิตขับเคลื่อนไปอย่างมีจุดหมายปลายทางเท่านั้นเอง

อย่างน้อยแรงบันดาลใจก็ทำให้เอิ้นได้กลายมาเป็นนักแต่งเพลงอย่างทุกวันนี้ มีหลายต่อหลายคนเคยถามว่าเอิ้นเริ่มเขียนเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าแบบไม่เป็นทางการนี่จำไม่ได้เลยค่ะ รู้แต่ว่าชอบแหกปากร้องเพลงตามใจฉันมาตั้งแต่เด็กๆ สาเหตุไม่ใช่ว่าเก่งอะไร แต่เป็นเพราะเอิ้นเป็นพวกความจำปลาทอง จำเนื้อเพลงคนอื่นไม่ค่อยได้ แต่อยากร้องเพลงก็เลยร้องเนื้อเพลงมั่วๆ ที่แต่งเองเข้าไปในทำนองของคนอื่น วันดีคืนดีก็มีคนส่งเสียงมาจากนอกห้องน้ำถามว่า ร้องเพลงอะไร เพราะดี หลังจากนั้นเอิ้นก็ฮึกเหิม เริ่มบังคับให้คนในบ้านฟังเพลงที่แต่งให้ในโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะวันเกิด, วันวาเลนไทน์, วันปีใหม่, วันพระ (เฮ้ย! ไม่ใช่ เกือบบาปแล้วสิเรา) และได้ออกสู่สาธารณชนครั้งแรกตอนเรียนจบ ม.3 ค่ะ
รอยยิ้มและน้ำตาของเพื่อนๆ ในวันนั้น มันเป็นประกาศนียบัตรฉบับแรกที่รู้ว่าเราเขียนเพลงได้

นอกจากการเขียนแล้ว เอิ้นยังเป็นคนที่ชอบฟังเพลงมาก สมัยนั้นคงไม่มีใครจะถูกใจวัยโจ๋อย่างเอิ้นไปมากกว่าวงคูณ 3 ซูเปอร์แก๊ง เชื่อมั้ยคะว่าเอิ้นฟังซะเทปยานเลย แต่ด้วยความจำปลาทอง กลับจำอะไรไม่ได้ นอกจากเสียงใสๆ ของผู้หญิงที่ชื่อ แอน ธิติมา
น่าเจ็บใจที่เสียงของพี่แอนทำให้เอิ้นเสียเซลฟ์ในการร้องเพลง แต่ก็น่าดีใจที่เสียงของพี่แอนกลับเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงของเอิ้น เอิ้นมีนักแต่งเพลงในดวงใจอยู่หลายคน แต่ไม่เคยคิดที่จะเขียนเพลงเพื่อให้เป็นอย่างใครเขา สิ่งที่ตั้งใจคือสักวันจะต้องเขียนเพลงให้เจ้าของเสียงใสๆ ที่ชื่อ แอน ธิติมา ร้องให้ได้นี่ล่ะ

มันอาจเป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ ของเด็กหลังเขาคนนึง (เมืองเลยล้อมรอบด้วยภูเขาค่ะ) แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เอิ้นมีวันนี้ วันที่แรงบันดาลใจพาให้เอิ้นได้มาเขียนเพลงให้พี่แอนร้องแล้วจริงๆ
คำถามที่เอิ้นมักจะถูกถามอยู่เสมอเมื่อมีคนรู้ว่าเราเป็นนักแต่งเพลง ไม่บอกก็น่าจะพอเดาออกนะคะ นั่นคือ มาเขียนเพลงได้ยังไง?

เอาเป็นว่าเดี๋ยวจะเล่ารอบที่ 100 ให้ฟัง แต่คราวนี้จะเล่ายาวเป็นพิเศษนะคะ เผื่อว่าเมื่ออ่านจบแล้วเราจะได้เพื่อนนักแต่งเพลงเพิ่มขึ้น
ทุกอย่างมันเกิดจากการวางแผนไว้ล่วงหน้า (พูดยังกะจะปล้นธนาคารแน่ะ) ตั้งแต่วันที่บอกกับตัวเองว่า ฉันจะเป็นนักแต่งเพลง (ขอย้ำว่า จะเป็น นะคะไม่ใช่ อยากเป็น ) เอิ้นก็เริ่มต้นปฏิบัติการจะเป็นนักแต่งเพลงด้วยการจับพี่ชายตัวเองบ้าง เพื่อนบ้าง มานั่งคุย ให้เขาได้ระบายถึงประสบการณ์และเรื่องราวความรักของแต่ละคน สิ่งที่เอิ้นได้ในการทำแบบนี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า คอนเซปต์ ในการเขียนเพลง ซึ่งเราต้องทำควบคู่ไปกับการฟังเพลงมากๆ (เดี๋ยวจะบอกค่ะว่าทำไม) เอาล่ะ เมื่อได้คอนเซปต์มาแล้ว เราก็มานั่งทำความเข้าใจและความรู้สึกจากเรื่องราวที่ฟังมา อย่างเอิ้นจะใช้วิธีสมมติว่าเป็นตัวเอง และสิ่งที่ได้คือคำหรือประโยคเด็ดที่จะใช้เป็นแกนของเพลงนั้น
ยกตัวอย่างเช่นคำว่า เจ็บซ้ำซ้ำ นะคะ

ขั้นตอนต่อไปก็คือเราต้องหาทางเล่าเรื่องว่าอะไรคือ เจ็บซ้ำซ้ำ ซึ่งการปูเรื่องเป็นสิ่งสำคัญและยากไม่ใช่เล่นนะคะ เพราะเพลงจะรู้เรื่องหรือไม่ น่าสนใจแค่ไหนก็อยู่ที่ตรงนี้
ถ้าจะเปรียบเทียบก็เสมือนเป็นการตั้งคำถาม ถ้าคำถามน่าสนใจ ฟังรู้เรื่อง คนก็อยากจะตอบ อย่างเพลงนี้เอิ้นรู้ว่า เจ็บซ้ำซ้ำ คือการเสียใจจากความรักที่ไม่สมหวัง ซึ่งในหนึ่งชีวิตรับรองว่าไม่ได้เกิดแค่เพียงครั้งเดียว แต่มักเกิดกับเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า เอิ้นเลยเลือกการใช้ประโยคคำถามในการเริ่มต้นปูเรื่องสำหรับเพลงนี้ (เพลงนี้เป็นเพลง 2 ท่อน เพราะฉะนั้นจะมีแค่ท่อน A กับ Hook ซึ่งแต่ละท่อนดนตรีจะแตกต่างกัน)

A1 ฟ้าแกล้งกันใช่ไหม? ฟ้าจงใจใช่ไหม?
ที่ทำให้ฉันได้แต่ร้องไห้อย่างนี้
เรื่องราวก็เดิมๆ เหมือนเดิมอยู่ทุกที
คือวันนี้ฉันไปรักคนที่ไม่รักกัน
รักคนที่ไม่รัก สนคนที่ไม่สน
กี่ทีกี่หน เขากลับไม่เคยใส่ใจ
หรือเป็นเพราะฉันเอง ไม่มีสิทธิ์รักใคร
ทุ่มเทแค่ไหน สุดท้ายลงเอยด้วยน้ำตา
เอาล่ะเมื่อปูเรื่องเสร็จแล้ว อย่างที่เคยบอกว่าการปูเรื่องเสมือนเป็นคำถาม ส่วนท่อน Hook มันก็คือคำตอบหรือเป็นบทสรุปเนื้อหาทั้งหมดของเพลงนี้ (นี่คือรูปแบบส่วนใหญ่ของเพลงไทย แต่ไม่ใช่ทุกเพลงค่ะ)

Hook เจ็บแบบซ้ำๆ จบแบบช้ำๆ
เรื่องราวก็ซ้ำตรงคำว่าเสียใจ
เมื่อไหร่ความรักจะหยุดทำลายหัวใจ
ไม่รู้ทำไม จะเจ็บซ้ำเท่าไร ไม่เคยจำ
ในที่สุดเราก็ผ่านด่านที่สำคัญมาได้อย่างสง่าผ่าเผย ไปถึงด่านต่อไป (ถ้าภาษาวัยรุ่นก็ต้องบอกว่า ชิลล์ๆ ล่ะทีนี้) ท่อนต่อไปคือ A2 ท่อนนี้ในส่วนของดนตรีจะเหมือนกับ A1 แต่ในเรื่องของเนื้อหา เอิ้นขอใช้คำว่า ตามใจฉัน จะใช้วิธีเล่าแบบเดิมก็ได้ จะขยายเนื้อเรื่องจากเดิมก็ได้ หรืออย่างขี้เกียจสุดก็คือยกเนื้อ A1 มาทั้งดุ้นแล้วค่อยจบที่ Hook แต่ถ้าจะทำแบบนี้ต้องมั่นใจว่าเราได้เล่าเรื่องราวทุกอย่างครบถ้วนหมดแล้ว คนฟังเข้าใจและไม่มีคำถามติดค้างใจใดๆ อีก
ในเพลงนี้ท่อน A2 เอิ้นเลือกที่จะบอกทางออกของความเสียใจ เพื่อให้ ผู้ฟังไม่รู้สึกว่าติดอยู่กับวังวนของการเจ็บแบบซ้ำๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ทุกปัญหา ยังมีทางออกอยู่เสมอ

A2 ขอแค่เพียงสักครั้ง ขอแค่เพียงหนึ่งคน
ที่ไม่ทำร้ายให้เจ็บปวดใจอย่างนี้
ขอเพียงแค่คนเดียวรักฉันจริงสักที
ให้คนคนนี้ไม่ต้องลงเอยด้วยน้ำตา
(ซ้ำ Hook)

เสร็จแล้ว 1 เพลง ง่ายไหมคะ? นี่เป็นตัวอย่างเท่านั้นค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วเพลงมีอยู่หลายแบบ วิธีการเขียนก็หลากหลาย มันแล้วแต่เทคนิคและวิธีการคิดของแต่ละคนซึ่งก็จะแตกต่างกันไป
อ้อ! เกือบลืมบอกไปว่า เวลาแต่งเพลง เอิ้นไม่เคยใช้เครื่องดนตรี และพื้นฐานที่มีก็แทบจะทำอะไรไม่ได้ แต่การฟังเพลงมากๆ มันช่วยทำให้สมองของเรากลายเป็นเครื่องดนตรีชั้นดีที่เราจะใช้โน้ตตัวไหนหรือเสียงอะไรจังหวะแบบไหนก็ได้ตามใจเราต้องการไงคะ
จากจุดเริ่มต้นนั้น เอิ้นก็พยายามฝึกเขียนเพลงเกือบจะทุกวัน แล้วรวบรวมเป็นเล่ม เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่เราจะเดินไปหาโอกาส
เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางไปหาโอกาส อันดับแรก เราก็ต้องมานั่งดูลายแทงก่อนว่ามีกี่เส้นทาง แต่ละเส้นทางเราจะใช้อะไรเป็นพาหนะ
ตอนนั้นสำหรับเอิ้นแล้วมีอยู่ 2 ทางคือ 1. ส่งผลงานไปที่จีเอ็มเอ็มแกรมมี่โดยตรง ส่วนพาหนะก็คือไปรษณีย์ไทยนี่เอง กับ 2. พยายามหาคนรู้จักที่อยู่ในวงการ ส่วนพาหนะก็คือตัวเราเอง
เอิ้นโชคดีที่ได้รู้จักกับเพื่อนของพี่ชายซึ่งตอนนั้นเขาทำงานเป็นโมเดลลิ่งให้กับบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง แถมมีงานเสริมเป็นเจ้าของร้านขายสร้อยอยู่ที่สวนจตุจักร เอิ้นเลือกที่จะเดินถือสมุดเขียนเพลงของตัวเองเข้าไปหาพี่เขาที่จตุจักร ยื่นสมุดเพลงให้เขาดูแล้วร้องให้เขาฟังกลางร้านเลย (อายเหมือนกันค่ะ แต่แอบท่องในใจว่า ด้านได้อายอด)

ตอนแรกพี่เขาคงคิดว่าเราอยากจะเป็นนักร้อง มองดูจากสีหน้าพี่เขาแล้วพอจะอ่านออกว่า น้องช่างกล้าเข้าขั้น หน้าตาไม่ให้แต่ใจรัก แต่พอเราบอกว่าเราไม่ได้อยากเป็นนักร้อง เราอยากเป็นนักแต่งเพลง สีหน้าที่บอกว่า อย่างนี้พอเป็นไปได้ ก็ปรากฏขึ้นมาทันทีเลยเชียว
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เอิ้นก็ได้รับการติดต่อให้ไปพบ พี่หนุ่ม-ชัชวาล ปุกหุต ซึ่งตอนนั้นเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับค่ายกรีนบีนและกำลังทำอัลบั้มของ เอิน กัลยากร อยู่ พอเจอหน้าพี่หนุ่ม เอิ้นก็ยื่นสมุดเพลงให้ตามเคย พี่หนุ่มทำหน้างงๆ แล้วถามว่า น้องเอาแต่เนื้อเพลงมาให้พี่ดู แล้วพี่จะรู้ได้ไงว่าเพลงไหนเป็นยังไง เอิ้นเลยถามกลับไปว่า พี่อยากฟังเพลงไหนก่อนคะ พี่หนุ่มบอกว่า งั้นตามใจน้องก็แล้วกัน
แล้วเอิ้นก็ร้องเพลงให้พี่เขาฟัง

หลายคนรวมถึงพี่หนุ่มคงสงสัยว่าไอ้น้องคนนี้มันขี้เกียจหรือว่าจนกันแน่ ทำไมไม่รู้จักอัดเป็นเทป หรือพูดให้ฟังหรูก็คือ ทำไมไม่ทำเป็นเดโมให้มันดูสมกับที่อยากเข้าวงการซะหน่อย ก็อย่างที่เอิ้นเคยบอกนั่นแหละว่า เอิ้นเลือกใช้ตัวเองเป็นพาหนะในการเดินทางไปหาโอกาส

ข้อดีก็คือวันนั้นพี่หนุ่มได้ฟังเสียงเพลงจากเครื่องเล่นเทปยี่ห้อ เอิ้น พิยะดา ซึ่งมีความพิเศษกว่าเครื่องเล่นเทปยี่ห้ออื่นตรงที่ นอกจากเสียงเพลงที่ไม่ผิดเพี้ยนแล้ว มันยังสามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของเพลงนั้นได้อีกด้วย เอิ้นไม่รู้ว่าสิ่งที่คิดมันถูกหรือผิด แต่ที่แน่ๆ พอเอิ้นร้องจบ

พี่หนุ่มก็แอบทำตาเจ้าเล่ห์ แถมมีรอยยิ้มมาแปะติดที่มุมปากแล้วบอกว่า น้องเข้าไปในห้องอัดแล้วร้องเก็บไว้ได้เลย
โอ้โห! หัวใจมันพองโตขึ้นมาทันที ดีใจจนแทบจะกระโดดกอดคอพี่หนุ่ม (แต่ไม่ได้กระโดดหรอกนะคะเพราะยังรักษาภาพอยู่)
แล้วเพลงแรกในการนำเสนอผลงานเพลงของเอิ้นในวันนั้นก็ได้ถูกนำมาใช้ในอัลบั้มและได้เปิดในหน้าปัดวิทยุจริงๆ ให้ลองทายเล่นๆ ดูนะคะว่าเป็นเพลงอะไร
ใช่แล้ว! มันคือเพลง เพื่อนรัก แม้ว่าสุดท้ายแล้วเอิ้นจะกลายเป็นเพียงคนเขียนทำนอง เพราะว่าเนื้อได้ถูกเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม แต่เอิ้นก็ยังภูมิใจอยู่ดี หลังจากนั้นเอิ้นก็มีผลงานในการเขียนเพลงออกมาเรื่อย ไม่ว่าจะเป็นเพลง ขอโทษ ของเอิน กัลยากร เพลง เจ็บซ้ำซ้ำ, ลาลา รักเธอ, เลือกเป็นคนที่รักเธอ, ความจริง, ไม่อยากเข้าข้างตัวเอง ของพี่แอน ธิติมา (คนที่ทำให้เอิ้นอยากเป็นแค่นักแต่งเพลง เพราะคุณพี่เล่นร้องเพลงเพราะจนคนฟังต้องรีบเก็บเสียงตัวเองเอาไว้ฟังคนเดียวไงคะ) ขอทำตามหัวใจ ของบัวชมพู ฟอร์ด, ฉันจะยืนข้างเธอ ของพี่กบ เสาวนิตย์ นวพันธ์, แมวเหมียว, อยากบอกว่ารัก ของ 2 become 1, เพลงประกอบละคร นิราศสองภพ, เพลง คำถาม, อยากมีสิทธิ์ใช้คำว่ารักของท๊อฟฟี่, รักเท่าไร-ก็ยังไม่พอ, แค่อยากมีรักจริง ของลูกปัด และเพลงอื่นๆ ที่คุณไม่เคยได้ยินในคลื่นวิทยุ แต่หาฟังจากเทปหรือซีดี ซึ่งส่วนใหญ่เอิ้นจะเขียนทั้งเนื้อและทำนอง มีเพียงบางเพลงที่เขียนแต่ทำนองอย่างเดียวค่ะ
เอิ้นไม่ปฏิเสธหรอกนะคะว่าเป็นคนโชคดี โชคดีที่ได้เจอโอกาส (แต่กว่าจะเจอก็หาแทบตาย) โชคดีที่แค่เพลงแรกก็ได้รับการยอมรับ (เพราะเขียนเพลงเกือบทุกวันมาแล้วหลายปี)

โชคดีที่ได้เริ่มต้นทำงานกับพี่หนุ่ม คนที่สุดท้ายได้กลายเป็นเหมือนพ่อคนที่ 2 และยังคงเข้าใจวิธีการส่งเพลงแบบเดิมๆ ของเอิ้นตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ฟังดูเหมือนง่ายนะคะสำหรับสิ่งที่เอิ้นได้มา แต่ความสำคัญมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น หรอกค่ะ เพราะสิ่งที่ยากนั่นคือการรักษาความโชคดีนั้นไว้ให้อยู่กับเราได้นานที่สุดต่างหาก
มองกลับไปแล้ว เอิ้นได้เรียนรู้ว่า แม้หนทางจะยาวไกลสักแค่ไหน ยังดีที่เอิ้นมี แรงบันดาลใจ เป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนพาเอิ้นมาเจอความฝันจนได้