Exclusive HereMade By Earn PiyadaNews and EventsAbout me Back to Home







เอิ้น - พิิยะดา ใน นิตยสารสกุลไทย
ฉบับที่ 2713 ปีที่  52 ประจำวัน  อังคาร ที่  17 ตุลาคม  2549

    ด้วยเหตุที่ชอบฮัมเพลงในยามว่าง แต่ว่าก็มักจะจำเนื้อร้องของต้นฉบับเดิมไม่ค่อยจะได้ ว่าที่คุณหมออย่าง เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ จึงคิดแต่งเติมเนื้อร้องขึ้นใหม่แล้วขับขานเล่นเพลินๆ จนคนใกล้ชิดชมว่า เพลงนั้นมีความไพเราะอยู่พอตัวก็เลยเริ่มจดบันทึกใส่สมุดไว้ จากจุดเล็กๆแค่นั้น แต่กลับทำให้หญิงสาวค้นพบตัวเองในเวลาต่อมาว่า แท้จริงแล้วการขีดเขียนเพลงสนุกๆในวันก่อน คือพรสวรรค์อันล้ำค่าที่ติดตัวเธอมาจนถึงวันนี้

         เอิ้นเป็นชาวจังหวัดเลยที่เข้ามาศึกษาวิชาความรู้ควบคู่วิชาชีวิตในกรุงเทพฯ ขณะนี้เธอกำลังเรียนอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ ชั้นปี ๖ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีการแต่งเพลงเป็นงานอดิเรกที่รักมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแนบมาจากแดนไกลด้วย จวบจนวันหนึ่งเมื่อโอกาสเดินทางมาถึง เพลงที่เอิ้นเขียนไว้ถูกนำไปเสนอให้กับทางค่ายเทปในเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ แล้วได้รับการยอมรับจนถูกนำไปบรรจุอยู่ในอัลบั้มของนักร้องสาวคนหนึ่ง ส่งให้ปัจจุบันเอิ้นกลายเป็นนักเรียนหมอไปพร้อมๆกับการเป็นนักแต่งเพลงที่น่าจับตามองคนหนึ่ง
เปิดกล่องพรสวรรค์ สู่เส้นทางแห่งการเขียนเพลง

         ตอนเด็กๆประมาณมัธยมต้น เอิ้นจะชอบร้องเพลงในห้องน้ำ แต่ว่าจำเนื้อเพลงไม่ค่อยได้ จำได้แต่ทำนอง ก็จะชอบแปลงเนื้อเขาไปทั่วเลย พอคุณแม่ได้ยินก็ถามว่าเพราะดีนะเพลงอะไร พอตอบไปว่าเป็นเพลงที่แต่งเอง คุณแม่เลยบอกว่าให้หัดเขียนหัดจดไว้บ้าง จะได้จำได้ หลังจากนั้นพอมีโอกาสสำคัญๆของครอบครัว เช่น วันเกิดคุณพ่อ คุณแม่ หรือวันปีใหม่ เอิ้นจะแต่งเพลงให้ตลอดแทนของขวัญของเรา ไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหน

         ...จนเข้ามหาวิทยาลัยปี ๑ เป็นช่วงที่คุณพ่อเสีย แล้วต้องเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯก็รู้ว่าค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับต่างจังหวัดนั้นต่างกัน จึงคิดว่าทำอย่างไรที่จะหารายได้เสริมมาช่วยตรงนี้ได้ เพราะระดับฐานะที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ด้วยความตั้งใจอยากจะเรียนหมอ คือความจริงแล้วเอิ้นเคยเรียนวิศวฯมาก่อน ๑ ปีค่ะ พอดีว่าในช่วงที่เอ็นทร้านซ์ครั้งแรกเป็นช่วงที่คุณพ่อเสีย ทำให้มีเวลาอ่านหนังสือค่อนข้างน้อย พอคะแนนออกมาติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพราะฉะนั้น ๑ ปีที่เรียน เลยถือว่าเป็นการเรียนรู้การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่และได้เรียนรู้ตัวเองด้วย แต่ถึงอย่างไรเอิ้นก็ต้องการเรียนหมอ นี่คือความตั้งใจของเราสองคน ไม่ใช่คุณแม่บังคับ เอิ้นคิดเอง แต่พอครั้งที่ ๒ ไม่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้อีกจึงเหลือแต่มหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งถ้าเรียน คุณแม่จะลำบากมากเกินไป แต่เอิ้นก็ยังอยากที่จะเรียน เลยตกลงว่า ๑ เทอม เราจะใช้เงินกู้ยืมทางการศึกษาช่วยครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นเงินก้อนที่ได้มาตอนคุณพ่อเสียชีวิต สรุปว่าค่าเทอมสำหรับการเรียนหมอผ่านไป ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เอิ้นก็เริ่มหารายได้พิเศษเอง
         ...ก็เอาความสามารถที่เรามีคือ การเขียนเพลง แต่ไม่รู้จะเอาเพลงไปขายอย่างไรเลยปรึกษาพี่ชาย พอดีเพื่อนของพี่ชายรู้จักกับ คุณหนุ่ม-ชัชวาล ปุกหุต ซึ่งตอนนั้นเป็นโปรดิวเซอร์อยู่ที่กรีนบนเลยเอาเพลงที่เก็บๆไว้ทำเป็นแฟ้มผลงานไปเสนอ เขาก็งงว่าจะเสนอเพลง แต่มีแค่แฟ้มเนื้อเพลงแล้วจะฟังได้อย่างไร เอิ้นก็บอกว่าพี่เลือกมาสิ เดี๋ยวร้องให้ฟัง เขาก็ทำหน้าแปลกๆ แต่ก็ยอมให้ร้องให้ฟัง พอร้องเพลงแรกปุ๊บ เขาบอก น้องเข้าไปอัดในห้องอัดไว้นะ เดี๋ยวพี่จะทำดนตรี พี่ซื้อแล้วเพลงนี้ นั่นคือเพลง เพื่อนรักž ของ เอิน-กัลยกร นาคสมภพ ตอนนั้นพอได้ฟังเพลงที่เขาทำเสร็จแล้ว แรกๆก็รู้สึกงงเหมือนกันค่ะว่าเป็นเพลงที่เราเขียนจริงๆเหรอเนี่ย แต่ก็รู้สึกภูมิใจ ดีใจ เพราะตอนแรกคิดแค่ว่า เราอยากเขียนเพลงให้ออกมาอยู่ในอัลบั้มหนึ่ง มีคนร้อง คนทำดนตรีให้ คิดแค่นั้น พอออกมาเป็นเพลงโปรโมทด้วย สักพักขึ้นชาร์ตอีกก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโชคดีจัง


บทเพลงสร้างชื่อ
         ตอนที่เพลงของเอิ้นออกไปครั้งแรกนอกจากเพลง เพื่อนรัก ยังมีเพลง ขอโทษ เป็นแพ็คคู่ไปด้วย ต่อจากนั้นก็มีของ พี่แอน-ธิติมา ปทุมทิพย์ ชื่อเพลง เจ็บซ้ำๆ กับ ลาลา รักเธอ ของ พี่กบ-เสาวนิตย์ นวพันธ์ เพลง ฉันจะยืนข้างเธอ ส่วนของ 2 Become 1 ชื่อเพลง อยากบอกว่ารัก แล้วก็ได้มีแวบไปทำเพลงประกอบละครบ้าง เรื่อง นิราศสองภพ กับ ฟ้าสวย เลนส์ใส มีเพลงประกอบรายการ เงาะถอดรูป ด้วย แต่ว่าส่วนมากคนจะรู้จักพี่หนุ่ม ไม่ค่อยรู้จักเอิ้นหรอก เพราะเอิ้นอย่างที่รู้กันหน้าที่หลักคือ การเรียนแพทย์ ไม่ได้มีชีวิตเป็นนักแต่งเพลงเหมือนคนอื่น งานไหนที่พี่หนุ่มรับมาแล้วเห็นว่าเหมาะกับเอิ้น เขาก็ให้มาทำจะเป็นในลักษณะนั้นมากกว่า
         ...พอพี่หนุ่มมาทำเพลงให้ลักซ์ ๖๖๖ ก็ตามเขามาด้วย อัลบั้มแรกกับทางลักซ์ฯ ที่ได้ยินกันเป็นเพลง คำถาม รักเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ และ คนปากแข็ง พอชุดถัดจากนั้น Happy Story จะมี อยากมีสิทธิ์ใช้คำว่ารัก กับ หยุดรักเธอไม่ได้ ล่าสุดอัลบั้มเดี่ยวของพี่แอนมีเพลง เลือกเป็นคนที่รักเธอ กับของ ลูกปัด (ชลนรรจ์ ลิ่มไทย) ก็ปาเข้าไป ๖ เพลงค่ะ แต่เอิ้นจะไม่คาดการณ์ไว้ก่อนว่า จะต้องทำเพลงนี้ให้เป็นเพลงที่ขึ้นชาร์ตอันดับ ๑ ให้ได้ เราเขียนเพราะว่าอยากเขียนมากกว่า


         ...แต่จริงๆแล้วเอิ้นเขียนเพลงไว้มากกว่านี้นะคะ เขียนเยอะแทบจะวันเว้นวันเลย แล้วก็มีหลายเพลงที่พี่หนุ่มฟังแล้วบอกว่าดี แต่เขายังหานักร้องไม่ได้ จึงคิดโปรเจ็คท์ล่าสุด BEHIND THE SONGS BY เอิ้น-พิยะดา ขึ้นมา เป็นการรวบรวมเพลงเก่าๆของเอิ้น แล้วหากลุ่มนักร้องมาร้อง พอทำไป หานักร้องไป เอิ้นก็เขียนเพลงไปเรื่อยๆจนกลายเป็นว่า มีเพลงใหม่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติประมาณ ๒๐ เพลง ในช่วงที่คิดโปรเจ็คท์นี้ทั้งหมด ยกเว้นเพลง คิดถึงคนไกล เป็นเพลงที่เก่ามากๆ เพลงนี้เขียนตอนเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯใหม่ๆ ด้วยอารมณ์คิดถึงบ้าน แล้วอัลบั้มนี้ยังเป็นคนออดิชั่นเอง ด้วยความที่เราคิดคอนเซ็ปต์ ดังนั้น คนที่จะรู้เรื่องราวมากที่สุดจึงเป็นเอิ้น เพราะส่วนมากเวลาเขียนเพลงจะดีไซน์อะไรไว้ในหัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรี สไตล์การร้อง

เบื้องหลังเพลงเพราะ
          แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงส่วนมากมักมาจากคนรอบข้างค่ะ เพราะถูกสอนมาว่าเวลามองคนอื่น ไม่ว่าเขาจะต่ำหรือสูงกว่าเราให้มองชีวิตเขาเป็นครู ทุกอย่างมีเหตุมีผลที่มาที่ไปของการกระทำ ยิ่งพอมีเพื่อน เอิ้นมักจะเป็นศิราณีไงคะ (หัวเราะ) เลยทำให้เราเข้าใจอะไรต่างๆก็เอาสิ่งที่เขาบอกเล่า ความรู้สึกของเขามาเป็นปัจจัยในการเขียนเพลง เพราะเพียงแค่ชีวิตเราชีวิตเดียวคงไม่สามารถที่จะมีเรื่องราวไปเขียนเพลงได้มากขนาดนั้น เขียนเก็บไว้เยอะเลยค่ะ ถ้ารวบรวมจริงๆน่าจะเกือบร้อยเพลงนะ เพราะเขียนมาตั้งแต่มัธยมแล้ว อย่างเพลงเกี่ยวกับความรักที่เขียนส่วนมากเป็นเพราะคิดว่า ความรักเป็นสิ่งสวยงาม เอิ้นพยายามมองความรักเป็นมุมที่ทำให้ชีวิตมีความสุข สมัยเรียนมัธยมเป็นคนที่บ้าเรียนและบ้าทำกิจกรรมมากจนมองข้ามเรื่องนี้ไป พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังเกือบมองข้ามอยู่ แต่พอวันหนึ่งเอิ้นได้รู้จักคนมากขึ้น ได้พบกับการสูญเสียความรัก การเสียคุณพ่อไปเลยเรียนรู้ว่าจริงๆแล้วความรักเป็นสิ่งสำคัญบนโลกนี้ เพียงแค่เรามองไม่เห็นเท่านั้นเอง เอิ้นก็เลยมีความสุขในการที่จะถ่ายทอดความรักในมุมต่างๆให้คนอื่นได้ฟัง
         ...ส่วนใหญ่จะเขียนเพลงเวลาเครียดค่ะ เอิ้นจะใช้การเขียนเพลงเป็นการผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือมา ๒ ชั่วโมง เครียดก็แวบไปเขียนเพลงสัก ๑๐ นาที เอาท่อนฮุคก่อนก็ยังดี แล้วค่อยกลับไปอ่านใหม่ เครียดอีก กลับมาอีก ได้ท่อนเอ หรือบางทีก็ในห้องน้ำค่ะ เอิ้นจะมีไดอารี่ประจำตัวพกไว้อยู่ตลอด เป็นไดอารี่ที่เละเทะมาก (หัวเราะ) พกไปทุกที่ เพราะการเขียนเพลงไม่ได้จำกัดแค่ว่าต้องอยู่ในห้องอัด เขียนได้ทุกที่ ไดอารี่เอิ้นมีเสียงเพลง มันมีท่วงทำนองของมัน เปลี่ยนมาหลายเล่มแล้ว แต่ใครก็อ่านไม่ได้ เพราะตัวหนังสือไม่รู้เรื่อง เอิ้นจะรู้ของเอิ้นคนเดียว


(ว่าที่) คุณหมอ นักแต่งเพลง
         ทุกวันนี้ถือว่าตัวเองเดินมาไกลกว่าที่คิดไว้เยอะเหมือนกันนะคะ เพราะตอนแรกคิดว่าการเขียนเพลงเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข แล้วก็อยากให้คนได้ยินเพลงของเอิ้น และผลพลอยได้คือ อาจจะได้มีรายได้มาช่วยหลือคุณแม่ ซึ่งจริงๆเป้าหมายของเอิ้นหยุดอยู่แค่ตรงนั้นมานานแล้ว จนวันหนึ่งเราโชคดี ได้การตอบรับที่ดีมาเรื่อยๆ ก็ถือว่าเป็นกำลังใจที่ดี แต่ว่ายิ่งมีคนรู้จัก ชอบงานเรามากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่คอยเตือนให้เอิ้นรู้ตัวอยู่เสมอว่า จะต้องไม่ลืมตัวในสิ่งที่ได้มา ตอนนี้ยังฝึกงานอยู่ปีสุดท้าย เหลือเวลาอีกประมาณ ๑ เดือนก็จะเรียนจบแล้ว วางแผนไว้ว่าคงจะเรียนต่อทางด้านจิตเวช เพราะคิดว่าเป็นสายที่เราจะสามารถประยุกต์สองเส้นทางของเราให้เกื้อหนุนกันได้


         ...สำหรับเอิ้นแล้วการเขียนเพลงคือ การผ่อนคลายและทำให้มีความสุข เอิ้นเขียนเพลงในมุมที่ตัวเองเป็นคนฟัง เช่น ถ้าเราเหนื่อยหรืออยากได้กำลังใจ มีความรัก มีความทุกข์ อยากได้ยินเพลงอะไรที่จะทำให้มีความสุขมากขึ้นหรือว่าหายเหนื่อย หายจากความทุกข์ก็จะเขียนเพลงนั้นขึ้นมา คงจะเขียนเพลงไปตลอดชีวิตค่ะเท่าๆที่ยังมีความสุขอยู่ เพราะเป็นสิ่งที่ค้นพบแล้วว่าเราทำได้และทำได้ดี แล้วก็มีความสุขกับมัน แต่ก็จะไม่คาดหวังนะคะว่าต้องเขียนเพลงแล้วติดชาร์ตต่อไปอีกสัก ๑๐ ปี ๒๐ ปี เอิ้นเขียนไปเท่าที่มีความสุข แค่นั้นพอค่ะ


©2007 EarnPiyada.com - contact@earnpiyada.com